ประวัติศาสตร์ ฮังการีราชินีแห่งดานูบ
ประวัติศาสตร์ฮังการี ราชินีแห่งดานูบ
ฮังการี
ประวัติศาสตร์อันยาวนาน อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ศตวรรษที่
9 ดินแดนของชาวแมกยาร์ ที่อพยพมาจากรัสเซีย
ชนเผ่าที่เข้มแข็งมีความสามารถด้านการรบ มองโกลรุกรานรบชนะหลายเมือง
แต่แพ้ให้กับชนเผ่าแมกยาร์
ถ้าไม่มีชนเผ่านี้อยู่ ยุโรปคงต้องอยู่ในการปกครองของมองโกลนานแสนนาน
ผังกษัตริย์ปกครอง ฮังการี
ปี
ค.ศ.896 พ.ศ. 1439 (สมัยสุโขทัยบ้านเรา) ประวัติศาสตร์ฮังการีได้เริ่มต้นขึ้น อาร์พัดชาวแมกยาร์
ได้พาประชาชนมาครอบครองดินแดนแถบเทือกเขาคาร์เพเทียน ยุโรปกลาง ปลูกพืชพรรณธัญญาหาร
ต่อสู้ยึดดินแดนต่างๆทั่วยุโรป
ปี ค.ศ. 955 พ.ศ. 1498 จักรพรรดิออทโท ที่ 1 แห่ง
จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ได้เข้ายึดครองฮังการี ชาวเมืองจึงรับวัฒนธรรมยุโรปผสมเข้ากับวิถีชีวิตของตน
ดุ๊กกีซา ซึ่งเป็นเหลนของอาร์พัด ได้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับจักรวรรดิโรมัน
ซึ่ง ลูกของดุ๊กกีซ่าคือ สตีเฟน (
พระเจ้า อิชต์วานที่ 1 )ได้แต่งงานกับเจ้าหญิงแห่งบาวาเรีย
และเป็นผู้นำต่อจากบิดา
ปี ค.ศ. 1001 พ.ศ. 1544
(ตรงกับช่วงสมัยพระยาศรีจันทราธิบดี สุโขทัยบ้านเรา) สตีเฟนได้รับเลือกให้เป็น กษัตริย์องค์แรกของฮังการี
ในช่วงสมัยการปกครองของพระเจ้า สตีเฟน
พระองค์ทรงปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจและส่งเสริมชาวเมืองให้นับถือศาสนาคริสต์
ปี ค.ศ. 1040 – 1095 พ.ศ. 1583-1638 อยู่ในสมัยของพระเจ้าลาดิสลัสที่ 1ฮังการีได้ขยายอำนาจเข้าปกครอง
โครเอเชีย บอสเนีย และอื่นๆ
คริสต์ศตวรรษที่ 12 ขุนนางเริ่มมีอำนาจมากขึ้น
ระบบการปกครองแบบฟิวดัลฝังรากลึกในฮังการี( ฟิวดัลคือศักดินาสวามิภักดิ์
กษัตริย์มีอำนาจสูงสุด พระราชทานที่ดินให้ขุนนางคนงาน ชาวนาก็ทำงานตอบแทนขุนนางเป็นค่าใช้ที่ดิน
)
ปี ค.ศ. 1205-1235 พ.ศ.1748-1778
(อยู่ในช่วงพ่อขุนศรีนาวนำถุม/ขอมสบาดโขลญลำพง อาณาจักรสุโขทัย )สมัยพระเจ้าแอนดรัสที่
2 ทรงกำหนดให้มีการการประชุมของขุนนาง มีพระราชโองการตราสารทอง
(แมกนาคาร์ตาของฮังการี) รักษาโครงสร้างทางสังคมเป็นฐานของการพัฒนาฮังการีต่อๆมา
ปี ค.ศ.1241-1242 พ.ศ.1784-1785 (พ่อขุนศรีอินทราทิตย์/สุโขทัย)
พวกมองโกลมารุกราน ฮังการีพังพินาศ ประชาชนอดอยาก พระเจ้าเบลาที่ 4 (ค.ศ.
1235-1270 ตรงกับช่วงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์+พ่อขุนบานเมือง+พ่อขุนรามคำแหงมหาราช)
ทรงชักชวนชาวเยอรมันให้มาอยู่ที่ฮังการีแทนประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย เริ่มฟื้นฟูประเทศขึ้นมาใหม่ ทรงได้สมัญญานาม ว่า
กษัตริย์ผู้ก่อตั้งประเทศองค์ที่ 2 ต่อจากพระเจ้าสตีเฟน องค์แรก
ปี ค.ศ.1301 พ.ศ. 1844 (พญาเลอไท/สุโขทัย)
ราชวงศ์อาร์พัดได้สิ้นสุดลง มีการแย่งชิงบัลลังก์กัน สุดท้ายเจ้าชายชาลส์
อัลเบิร์ต (พระเจ้าชาลส์ที่ 1) ราชวงศ์อองชูแห่งอาณาจักรเนเปิ้ล
ได้ขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระองค์ก็ทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์อาร์พัด
เมื่อสถาปนาการปกครอง ได้เรียกนามใหม่ว่า ราชวงศ์ แอนจิวิน ซึ่งในยุคของพระเจ้าชาล์ที่
1และพระเจ้าหลุยมหาราชโอรสของพระองค์ ฮังการีเป็นดินแดนที่มีความเจริญก้าวหน้า
ปี ค.ศ. 1342-1382 พ.ศ.1885-1925(พญาเลอไท-พระงั่วนำถุม/สุโขทัย) พระเจ้าหลุยมหาราชโอรสของพระเจ้าชาลส์ที่
1 ทรงขึ้นครองราชย์ในสมัยของพระองค์ ฮังการีมีความเจริญก้าวหน้าและมีอิทธิพลที่สุดในยุโรป
ทรงขยายดินแดน ทะเลบอลติก ทะเลดำ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการสร้างปราสาทศิลปะกอทิก
พระองค์ทรงได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์แห่งโปแลนด์ ต่อจากพระเจ้าคาซีเมียร์ที่ 3
พระอัยกา(ปู่/ตา) กษัตริย์แห่งฮังการีจึงทรงเป็นผู้นำรัฐต่างๆ
ในยุโรปตะวันออกส่วนกลาง เป็นราชอาณาจักรที่มีขอบเขตการปกครองใหญ่ที่สุดของยุโรป
ปี ค.ศ. 1382 พระเจ้าหลุยมหาราชสวรรคต สมเด็จพระราชินีนาถมาเรียทรงเป็นกษัตริย์(พระธิดา)
แต่เนื่องด้วยพระนางทรงพระเยาว์ สมเด็จพระราชินีอาลิซาเบธพระมเหสีของพระเจ้าหลุย
จึงได้ปกครองแทน ช่วงนั้นฮังการีแย่งชิงอำนาจกัน มีการลอบสังหาร ขุนนาง
เชื้อพระวงศ์
ราชินีอลิซาเบทเองก็ยุยงให้ขุนนางลอบปลงพระชนม์เจ้าชายชาลส์แห่งเนเปิ้ล
ซึ่งก็อยู่ในสายที่อาจสืบราชสันตติวงศ์ได้ สุดท้ายราชินีอลิซาเบธก็ถูกจับกุมและสำเร็จโทษ
พระเจ้าซิกิสมุนด์แห่งลักเซมเบิร์กซึ่งเป็นโอรสของจักรพรรดิชาร์ลที่
4 แห่งจักรวรรดิโรมัน พระสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถมาเรีย
ทรงขึ้นครองราชย์ร่วมกับพระราชินีนาถ ในปี ค.ศ. 1387 พ.ศ.1930 (ตรงกับสมัยพระราเมศวรราชวงศ์อู่ทองอาณาจักรอยุธยา)
ปี ค.ศ.1410 พ.ศ.1953 พระเจ้าซิกิสมุนด์
ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์โบฮีเมียและกษัตริย์เยอรมัน
ทำให้พระราชกรณียกิจของพระองค์มีมากขึ้น เช่นต้องไปประชุมสภาศาสนา ตัดสินลงโทษคดี
ปี ค.ศ. 1437 พ.ศ.1980
(ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยาราชวงศ์สุพรรณภูมิ อยุธยา )
บุตรเขยของพระเจ้าซิกิสมุนด์ จักรพรรดิอัลเบิร์ต (อัลเบรซผู้ยิ่งใหญ่
ทรงเป็นกษัตริย์แห่งโบฮีเมีย และ เยอรมันด้วยในนามพระเจ้าอัลเบิร์ตที่ 2) แห่งจักรวรรดิโรมัน
ราชวงศ์ฮัมส์บูร์ก ทรงขึ้นครองราชย์
ฮังการี เป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์ฮัมส์บูร์กได้เข้ามาปกครอง แต่หลังจากจักรพรรดิอัลเบิร์ตสวรรคต
ขุนนางฮังการีได้เลือกให้ พระเจ้าวลาดิสลัสที่
1 ขึ้นปกครองฮังการี (พระองค์มีนามเดิมว่าพระเจ้าวลาดิสลัส ยักเยลลอน ที่ 3
แห่งโปแลนด์ )
ส่วนจักรพรรดิเฟรเดอริกที่
3 แห่งจักรวรรดิโรมันทรงสนับสนุนเจ้าชายลาดิสลัส โอรสของพระเจ้าอัลเบิร์ตซึ่งทรงพระเยาว์มากเป็นกษัตริย์
พระมารดาของเจ้าชายลาดิสลัสทรงลี้ภัยไปที่กรุงเวียนนา นำHungarian Crown ติดไปด้วย
ราชวงศ์ฮัมส์บูร์กพยายามอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์ฮังการีมาตลอด จนกระทั่ง พระเจ้าวลาดิสลัสที่
1 สวรรคตในสนามรบกับพวกเติร์กที่ยุทธการวาร์นา
ปี ค.ศ. 1444 พ.ศ.1987 เจ้าชายลาดิสลัสจึงได้รับการยอมรับเป็นกษัตริย์พระนามว่า
พระเจ้าลาดิสลัสที่ 5 ทรงพระเยาว์ไม่สามารถกู้วิกฤตฮังการีที่ถูกพวกเติร์กรุกรานได้
ยานอส ฮุนยาดี จึงสำเร็จราชการแทน ทำให้ฮังการีปลอดจากการรุกรานของเติร์กถึง 70 ปี
ปี ค.ศ.1458 พ.ศ.2001 (ตรงกับยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
อยุธยา) เนื่องจากพระเจ้าลาดิสลัสที่ 5 ทรงไม่มีรัชทายาท และสวรรคตเมื่อปี 1457
ด้วยพระชนมายุเพียง 17 พรรษาขุนนางฮังการี ได้เลือกมัททีอัส คอร์ไวนัส
บุตรชายของฮุนยาดีเป็นกษัตริย์ ในยุคที่พระเจ้ามัททีอัสที่ 1
ครองราชย์เป็นยุคที่มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาRenaissance กรุงบูดาเป็นศูนย์กลางการศึกษา
ห้องสมุดมัททีอัสเป็นห้องสมุดที่ดีที่สุดในยุโรป
สงทำสงครามกับโบฮีเมียและออสเตรียจนยึดเวียนนาได้ ทรงทำลายอำนาจของขุนนาง
ในยุคนี้จึงชื่อว่ายุคทองของฮังการี แน่นอนทำให้ขุนนางบางส่วนไม่พอใจ
ปี ค.ศ. 1490 พระเจ้ามัททีอัส สวรรคต
โดยไม่มีรัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเนื่องจากพระองค์ไม่ใช่ ขัตติยวงศ์ ขุนนางได้พากันเลือกพระเจ้าวลาดิลลัสที่
2 แห่งโบฮีเมียที่อ่อนแอ มาเป็นกษัตริย์
และพวกเขาก็สถาปนาการปกครองระบอบฟิวดัลและทำให้ขุนนางกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
ในปี ค.ศ. 1517 พ.ศ. 2060 (ตรงกับสมัยหน่อพุทธางกูร อยุธยา) พระเจ้าหลุยส์ที่
2 พระโอรสของพระเจ้าวลาดิสลัสที่ 2ทรงครองราชย์
ขุนนางก็มีอำนาจมากขึ้นมีกฎหมายความเสมอภาคของขุนนาง ในการเลือกกษัตริย์
ได้รับสิทธิการเป็นสมาชิกของราชบัลลังก์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 2 สวรรคตในสงครามโมฮักซึ่งรบกับพวกเติร์ก
ฮังการีประสบความหายนะอย่างรุนแรง
ปี ค.ศ.1526 พ.ศ.2069 เกิดการแย่งบัลลังก์ ทำให้แผ่นดินแตกแยก
เปิดโอกาสให้มือที่สามนั่นคือพวกเติร์กเข้ายึดครองกรุงบูดาและตอนกลาง โดยมีสุลต่านสุไลมานเป็นผู้นำ
จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 น้องเขยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 2 ปกครองทางตะวันตกและภาคเหนือ
ส่วน ยานอส ซาปอลยา คนที่ขุนนางสนับสนุน ปกครองตะวันออกและทรานซิลเวเนีย
ปี ค.ศ. 1683 พ.ศ.2226
(ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) จักรพรรดิเลโอโปลด์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
และเป็นกษัตริย์แห่งฮังการี โบฮีเมีย โปแลนด์ ขับไล่เติร์กที่ปกครองกรุงเวียนนา หลังจากพระองค์ขับไล่พวกเติร์กออกจากเวียนนาแล้วก็มาขับไล่ที่
บูดาต่อ ในปี ค.ศ.1699 พ.ศ.2242 (ตรงกับยุคพระเพทราชา ราชวงศ์บ้านพลูหลวง อยุธยา )
พระองค์ก็สามารถขับไล่พวกเติร์กไปจากบูดาได้สำเร็จ พวกเติร์กปกครองกรุงบูดาเป็นเวลา
150 ปี ในสมัยของพระองค์อำนาจการปกครองฮังการีของราชวงศ์ฮัมบูร์กก็มั่นคงยิ่งขึ้น
เมื่อออสเตรียได้ปกครองฮังการีแล้ว มีมาตรการเข้มงวดกับขุนนาง ชาวนา ยึดที่ดินประหารชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์
เก็บภาษีสูง
ปี ค.ศ.1701 พ.ศ.2244 ออสเตรียทำสงครามสืบราชบัลลังก์ของสเปน
เจ้าชายแห่ง ทรานซิลวาเนียที่สูญเสียอิสระในการปกครองดินแดนของตนจากการยึดของออสเตรีย
ได้ร่วมมือกับพระเจ้าหลุยส์ที่14 แห่งฝรั่งเศส ก่อกบฏ ปลดแอกฮังการี จนกระทั่งในปี
1711 กษัตริย์องค์ต่อมาคือจักรพรรดิชาลส์ที่ 6 ทรงทำสัญญาสงบศึก
ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา สิทธิการเมืองการปกครอง
ทำให้ราชวงศ์ฮัมบูร์กปกครองฮังการีได้ดีในระดับหนึ่ง จนสิ้นรัชสมัยของพระองค์
ค.ศ. 1740
ค.ศ.1740 พ.ศ.2283
(ตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อยุธยา )สมัยสงครามการสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย
ฮังการีสนับสนุนสมเด็จพระราชินีนาถมาเรีย
เทเรซา ( ธิดาของจักรพรรดิชาลด์ที่ 6 )ในการทำสงครามออสเตรียVSปรัสเซีย ระยะเวลา
40 ปีของการครองราชย์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงภูมิธรรม เมืองเจริญรุ่งเรือง
เปสต์กลายเป็นศูนย์กลางการค้า ดึงดูดนักลงทุน ช่วงนี้ชาวพื้นเมืองเดิมคือชาวแมกยาร์ก็สูญเสียเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสเป็นที่นิยมในการสื่อสาร
ปี ค.ศ. 1780 (พ.ศ.2323 หลัง
เสียกรุงศรีครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 ต่อเนื่องไปถึงใกล้สิ้นอาณาจักรธนบุรี พ.ศ.2325)
ซึ่งตรงกลับสมัยจักรพรรดิโจเซฟที่ 2 ( โอรสของจักรพรรดิมาเรีย เทเรซา
พี่ชายของพระนางมารี อังตัวเน็ต พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ฝรั่งเศส ) ทรงทำลายการปกครอง
และวัฒนธรรมท้องถิ่นของฮังการี ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ
ชาวฮังการีไม่พอใจและเกลียดราชวงศ์ฮับส์บูร์กมากขึ้น
ในปี ค.ศ. 1789 พ.ศ.2332 ( รัชกาลที่ 1 รัตนโกสินทร์
)การปฏิวัติฝรั่งเศส ความศรัทธาในลัทธิชาตินิยม เสรีนิยมมีมากขึ้น
ชาวฮังการีต่อต้านราชวงฮับส์บูร์กและออสเตรียมากขึ้น แต่กษัตริย์องค์ใหม่คือจักรพรรดิฟรานซิสที่
2 ทรงพระอิสริยยศจักรพรรดิฟรานซิสที่ 1 ทรงดำเนินนโยบายอนุรักษ์นิยม
เพราะต้องการจะรักษาอำนาจของตัวเองไว้ และในปี ค.ศ.1825-1848
พ.ศ.2368(ตรงกับรัชกาลที่ 3 ) เป็นช่วงที่ชาวฮังการีทุกชนชั้น ได้ถูกกระตุ้นสำนึกรู้ทางการเมืองและสิทธิเสรีภาพมากขึ้น
ต่างเรียกร้องการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งต้องการอิสรภาพจากการปกครองของออสเตรีย
กษัตริย์องค์ต่อมาคือจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1โอรสของจักรพรรดิฟรานซิสที่
2 ก็มีร่างกายไม่แข็งแรง จึงทรงสละบัลลังก์
ตำแหน่งพระมหากษัตริย์จึงตกมาสู่ลูกของน้องชายพระองค์ คือ จักรพรรดิฟรานซิส
โจเซฟที่ 1
ค.ศ.1848 พ.ศ. 2391 เกิดเรียกร้องเสรีภาพ ก่อจลาจล
เกิดการปฏิวัติประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน
ปฏิรูปการบริหาราชการแผ่นดิน แต่ในปี ค.ศ.1849 จักรพรรดิฟรานซิสโจเซฟ แห่งออสเตรีย
ทรงไม่ยอมที่จะสูญเสียอำนาจ ได้เข้ามาปราบปราม สุดท้ายฮังการีก็แพ้ คอชุทซึ่งมีบทบามในตอนนั้นและทหารหนีไปยังตุรกี
ส่วนที่ถูกจับได้ก็ถูกทหารออสเตรียทรมานและฆ่าตายอย่างทารุณ
นับแต่นั้นเป็นต้นมาฮังการีได้ถูกปกครองอย่างกดขี่ ข่มเหงจากออสเตรีย
ในปี 1866 พ.ศ.2409 ( ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 )
ออสเตรียแพ้สงครามให้แก่ปรัสเซีย สูญเสียอำนาจในดินแดนเยอรมัน
ถูกขับออกจากสหพันธรัฐเยอรมัน จักรพรรดิฟรานซิสโจเซฟ จึงหันมาดี และสร้างความสัมพันธ์กับฮังการี
สร้างระบอบราชาธิปไตยคู่ ยกให้เป็นราชอาณาจักรอิสระ คุมแต่เพียงกองทัพ
การคลัง และการต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดแรงต้านของชาวฮังการี ( ตรงกลับสมัย รัชกาลที่
5 ของไทย พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรป ) แต่อย่างไรก็ดี
ในช่วงเวลาที่ปกครองแบบราชาธิปไตยคู่ ฮังการีได้เจริญรุดหน้ามาก ด้านอุตสาหกรรม
การศึกษา ศิลปะ เส้นทางรถไฟทั่วประเทศ รวมเอาฝั่งซ้ายของแม่น้ำดานูบ
เข้าเป็นเมืองหลวงใหม่ นามว่า บูดาเปสต์ เป็นนครที่เจริญเติบโต
มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป
นับเป็นคุณของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ที่สร้างให้แก่ชาวฮังการี จักรพรรดิฟรานซิสโจเซฟปกครองฮังการตั้งแต่
1848-1916 ระยะเวลา 68 ปี
ในปี ค.ศ.1914 พ.ศ.2457 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6
เกิดการลอบสังหารอาร์ชดุ๊กฟรานซิช เฟอร์ดินาน ที่กรุงซาราเยโว ในบอสเนีย
ออสเตรียโกรธเลยอ้างปราบปรามพวกสลาฟในเซอร์เบีย กลายเป็นชนวนสงครามโลกครั้งที่ 1
แต่สุดท้าย ออสเตรีย ฮังการี เยอรมัน แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ต้องทำสนธิสัญญากับฝ่ายพันธมิตร
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1916 จักรพรรดิฟรานซิส โจเซฟ สวรรคต ส่วนจักรพรรดิชาลส์ที่
1ทรงสละพระราชอำนาจ ทำให้สิ้นสุดอำนาจการปกครองฮังการีของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก
ในวันที่ 16 พ.ย. 1916 พ.ศ. 2459 ฮังการีประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยฮังการี แต่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมาได้
ไม่ถึง 3 ปีก็ถูกโค่นล้ม โดยเบลาคุน ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์
เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้ เบลาคุน เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น
สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี แต่ผู้นำดำเนินนโยบายผิดพลาดเอาใจนายทุน เศรษฐกิจย่ำแย่
จึงถูกล้มอำนาจคอมมิวนิสต์ ในวันที่ 1 สิงหาคม เบลาคุน จึงต้องลี้ภัยไปออสเตรีย
กรุงบูดาเปสต์ที่อ่อนแอจึงถูกกองทัพโรมาเนียยึดครอง
พ.ย. 1919 พ.ศ. 2462 ฝ่ายสัมพันธมิตร
ได้เข้ามาดูแลฮังการี สถาปนาการปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แล้วพลเรือเอก
มิคโลช ฮอร์ที เด นอจบานยา สถาปนาตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ มีเคานต์สตีเฟน เบทเลน เป็นนายกรัฐมนตรี จักรพรรดิชาลส์ที่1
รู้ดังนั้น จึงมาทวงบัลลังส์คืน แต่ก็ถูกสัมพันธมิตรจับได้และเนรเทศออกไป
ความหวังในการฟื้นฟูอำนาจของตัวเองจึงจบลง
ในปี ค.ศ.1930 พ.ศ.2473 (รัชกาลที่ 7 ก่อนการปฏิวัติสยาม 2
ปี ) ยูลา ฟอน เกิมเบิช นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ดำเนินนโยบาย
สร้างความสัมพันธ์กับอิตาลี และเยอรมนี ซึ่งถือลัทธิฟาสซิสต์และนาซี ในปีค.ศ.1939
พ.ศ. 2482 ( สมัยรัชกาลที่ 8 ) ฮังการี
ได้ร่วมกับ เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เอนเอียงไปยังฝ่ายอักษะ( เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น )
ฮังการีประกาศสงครามกับสหภาพโซเวียตร่วมรบกับเยอรมัน กองทัพเยอรมันเข้าประจำการที่ฮังการี 19 มิ.ย.
1944 พ.ศ. 2487 ปลดและคุมขังพลเรือเอก มิคโลช ฮอร์ที เด นอจบานยา
ผู้แทนกษัตริย์ฮังการี ชาวยิวในฮังการี 50.000 คน ถูกคุมตัวไปค่ายกักกัน
ฮังการีต้องรับศึกหนัก
ต้องต่อสู้กับสหภาพโซเวียตและอยู่ภายใต้การปกครองของเยอรมันอย่างเข้มงวด
จนกระทั่ง 4 เมษายน 1945 พ.ศ. 2488 สหภาพโซเวียตยึกครองฮังการีได้
ยึดที่ดินทั้งหมดของขุนนางและที่ดินสงฆ์ ค.ศ. 1946 พ.ศ. 2489
(ตรงกับปีที่อัปยศของแผ่นดินไทย มีการลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ 8 )
มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ได้รัฐบาลผสม เฟอเรนซ์ นอจ
ผู้นำพรรคเจ้าของที่ดินรายย่อยได้รับชัยชนะเป็นประธานาธิบดี มัตยัช ราโคซี
เลขาพรรคคอมมิวนิสต์เป็นรองประธานาธิบดี พรรคคอมมิวนิสต์ไม่พอใจที่
พรรคที่ดินรายย่อยและพรรคสมาพันธรัฐชาวนามีอำนาจ จึงจับกุมนอจและบังคับให้ลี้ภัยไปต่างประเทศ
สุดท้ายฮังการีก็ตกอยู่ใต้อำนาจของคอมมิวนิสต์
ค.ศ. 1949 พ.ศ. 2492 (สมัยรัชกาลที่ 9 ยุคจอมพล
ป.พิบูลสงคราม ) ราโคซีก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำฮังการี
ผู้ชื่นชอบลัทธิสตาลินของโซเวียต ใช้อำนาจการปกครองเด็ดขาด มีตำรวจลับคอยกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยกับเขา
รัฐเข้าควบคุมกิจการขนาดใหญ่ ยึดที่ดินจัดตั้งสหกรณ์
ค.ศ. 1953 พ.ศ.2496 นีกีตา ครุชชอฟ
ขึ้นมามีอำนาจในโซเวียต ล้มล้างอิทธิพลสตาลิน ราโคซีของฮังการีจึงหมดอำนาจ อิมเร
นอจ จึงขึ้นมาเป็นผู้นำ
ช่วงนี้ชาวฮังการีต่างไม่พอใจจะอยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียต
การเคลื่อนไหวของชาวฮังการี และความล้มเหลวในการเป็นผู้นำ นอจ จึงถูกปลด
ในปี 1955 พ.ศ. 2498
ราโคซี จึงกลับมามีอำนาจอีกครั้งด้วยลัทธิสตาลิน
แต่ชาวฮังการีไม่ชอบ ประกอบกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุโรป อย่างโปแลนด์
ทำให้ชาวฮังการีลุกฮือไม่ยอมคอมมิวนิสต์
ในปี ค.ศ.1956 พ.ศ.2499 มีการตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่
ยกเลิกตำรวจลับ นอจ ได้เป็นผู้นำอีกครั้ง แต่สหภาพโซเวียตไม่ยอม
ได้ยกกำลังปราบปราม โจมตี ประชาชนถูกส่งไปค่ายกักกันแรงงาน บ้างถูกฆ่ารวมถึงอิมเร
นอจ ด้วย ชาวฮังการีหนีข้ามพรมแดนไปตั้งรกรากที่อเมริกา
ยาโนช คาดาร์ ประธานคอมมิวนิสต์ ได้ถูกเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
คาดาร์พยายามรักษาอำนาจโดยประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้าม ในช่วงกลาง 1960 พ.ศ.2503
(อยู่ในช่วงที่ประเทศไทยมีการปฏิวัติกันอย่างเมามัน สฤษดิ์ ธนะรัชต์/ถนอม กิตติขจร )
คาดาร์เปิดกว้างสำหรับการนับถือศาสนา ปัญญาชนนักเขียนสามารถถแสดงความคิดเห็นได้
ไม่ฆ่าคนเห็นต่างเหมือนราโคซี ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยเปิดว้าง พัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่มเสรีนิยมตะวันตก
จนได้รับการยกย่องจากทางยุโรปประเทศอื่นๆ 1961-1980 พ.ศ.2503-2523 ( ช่วงนี้ไทยน่าเศร้ามาก
เกิดวันมหาวิปโยค คนไทยฆ่ากันเอง กลุ่มนักศึกษาถูกฆ่า บ้างหายสาบสูญ
ช่างน่าเศร้าใจนักกับวิกฤตในช่วงนั้น )
เมื่อ ค.ศ. 1980 พ.ศ.2523 ( ยุค เกรียงศักดิ์ ชมนะนันทน์ต่อเนื่อง
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ) ประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ
ผู้นำโซเวียตเริ่มนโยบายปฏิรูแประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตยในทุกๆด้าน(นโยบายกลาสนอสต์และเปเรสตรอยกา)
กลุ่มประเทศยุโรปก็เคลื่อนไหว แยกตัวออกจากโซเวียต
ในปี
1989 พ.ศ.2532 ตุลาคม (
ยุคพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ) รัฐสภาฮังการียกเลิกการปกครองระบอบเดิม
เปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย มีชื่อประเทศใหม่ว่าสาธารัฐฮังการี
กองทัพโซเวียตถอนกำลังออกในเดือน มิ.ย.1991 พ.ศ.2534 ( ช่วงนั้นประเทศไทยก็มีปฏิวัติอีกแล้ว
นายกคนต่อไปก็คือ อานันท์ ปันยารชุน เราเกิดในยุคนี้ จำได้ว่าสมัยเรียนแพทย์
ได้เจอกับคุณอานันท์ ที่หน้าตึกเหลืองอาคารเก่าวชิระ ท่านมาพร้อมอธิการบดี
คุณพ่อใจดี อวยพรเรื่องการเรียน และการเป็นหมอ )
ในวันที่
26 ธ.ค. 1991 พ.ศ. 2534
สหภาพโซเวียตก็ล่มสลายลง สิ้นสุดยุคสงครามเย็น
ฮังการีได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่
1 พ.ค. 2004 พ.ศ.2547 (ยุคทักษิณ ชินวัตร )
ดำเนินนโยบายประชาธิปไตยในทุกๆด้าน
“เรื่องราวของฮังการี
เริ่มต้นตั้งแต่ชาวแมกยาร์ ผ่านการปกครองระบอบกษัตริย์ การปกครองแบบคอมมิวนิสต์
ผ่านน้ำตาของสงคราม และเข้าสู่ประชาธิปไตย
ปัจจุบันฮังการีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สวยงาม
มีนักท่องเที่ยวอยู่ในลำดับต้นๆของยุโรป
ความสวยงามของเมืองบูดาเปสต์รอให้ทุกๆคนไปเยือน”
สุพรรษา ศักดิ์ระพี
ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
หนังสือ สารานุกรมประเทศในทวีปยุโรป ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ศ.อนันต์ชัย เลาหะพันธุ
อาจารย์ถ่ายทอดความรู้ได้ดีมาก ละเอียด เราไปอ่านฟรีที่ห้องสมุดปรีดีย์
ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
หนังสือประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่ ม.รามคำแหง รศ.ดร.น้ำเงิน
บุญเปี่ยม บทที่ 10 หน้า 247-265 หนังสือดีราคาถูกจับต้องได้ ของรามคำแหง
ที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงการปกครองในช่วงสิ้นราชวงศ์ไว้อย่างละเอียด
หนังสือหนังสือใครๆ ก็ไปเที่ยวยุโรปตะวันออก อดิศักดิ์
จันทร์ดวง สำหรับข้อมูลในตอนต้นชาวแมกยาร์
ขอบคุณรูปจากเว็ปวิกิพรีเดีย


























ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น